วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2562

นักฟิสิกส์เผยวิธีสร้าง "รูหนอน" แบบไม่พังทลายในชั่วพริบตา

แนวคิดเรื่องการสร้าง "รูหนอน" (wormhole) หรือเส้นทางลัดข้ามจักรวาลที่เกิดจากการบิดเบี้ยวพับตัวของปริภูมิ-เวลา (space-time) ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์นั้น หลายคนทราบดีว่าเป็นไปได้ยาก เพราะต้องใช้การผสมผสานระหว่างมวลและพลังงานชนิดพิเศษ เพื่อให้เกิดรูหนอนที่มีความเสถียร ไม่พังทลายไปเสียก่อนจะเคลื่อนย้ายวัตถุหรือข้อมูลสู่ปลายทางได้สำเร็จ
ล่าสุดทีมนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานตาบาร์บารา (UCSB) ของสหรัฐฯ ได้เสนอวิธีการทางทฤษฎีเพื่อสร้างรูหนอนแบบที่มั่นคงแข็งแกร่งกว่าปกติ ในบทความวิจัยที่เผยแพร่ทางคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org โดยระบุว่าวิธีการดังกล่าวประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนด้วยกัน

1. ทำให้หลุมดำมีประจุไฟฟ้า

ในทางทฤษฎีแล้ว รูหนอนอาจเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ แต่หากเกิดการรบกวนเช่นมีผู้ส่งโฟตอนหรืออนุภาคของแสงเพียง 1 อนุภาคเข้าไปภายในรูหนอน สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือรูหนอนพังทลายลงด้วยความเร็วเหนือแสง ทำให้ทางเข้าออกของมันปิดตายในชั่วพริบตา และการ "วาร์ป" เคลื่อนย้ายวัตถุหรือข้อมูลไม่เป็นผลสำเร็จ
ปัญหานี้อาจแก้ไขได้ด้วยการใช้วัตถุที่มวลเป็นลบ (negative mass) ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการรบกวนโครงสร้างของรูหนอน แต่ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยังคงค้นหาสสารที่มีมวลเป็นลบไม่พบ ทำให้ต้องคิดคำนวณหาทางอื่นที่เป็นไปได้จริงมากกว่าแทน
วิธีการหนึ่งซึ่งเป็นขั้นตอนแรกในการสร้างรูหนอนที่เสถียรมากขึ้น ก็คือการทำให้หลุมดำคู่หนึ่งมีประจุไฟฟ้า ทีมผู้วิจัยระบุว่าตามปกตินั้นหลุมดำสามารถจะมีประจุไฟฟ้าในตัวได้อยู่แล้ว โดยหลุมดำประเภทนี้จะมีภาวะเอกฐาน (singularity) ที่ยืดขยายและบิดเบี้ยวได้ ทำให้เกิดช่องทางเชื่อมต่อกับหลุมดำอีกแห่งหนึ่งที่มีประจุไฟฟ้าขั้วตรงข้าม จนกลายเป็นประตูทางเข้าออกของรูหนอนข้ามจักรวาลขึ้นในที่สุดอ่านเพิ่มเติม

วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ในการมองหาเอเลียนด้วยสัญญาณจากสิ่งมีชีวิตเรืองแสง

แม้มนุษย์จะยังค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวไม่พบสักที แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงไม่ละความพยายาม โดยต่างเสนอเทคนิควิธีการใหม่ ๆ เพื่อมองหา "เอเลียน" ซึ่งซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งในห้วงอวกาศให้จงได้
ล่าสุดนักชีวดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ของสหรัฐฯ ได้พัฒนาเทคนิคการค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาว ด้วยการมองหาสัญญาณ "การเรืองแสงชีวภาพ" (Biofluorescence) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่สิ่งมีชีวิตบางประเภทตอบสนองต่อการปะทุรังสีอัลตราไวโอเลต (ยูวี) อย่างรุนแรงจากดวงอาทิตย์
ดร. แจ็ค โอมัลลีย์-เจมส์ ผู้นำทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์บอกว่า สิ่งมีชีวิตบนโลกบางประเภทเช่นปะการังน้ำลึกและสัตว์ทะเลบางกลุ่มสามารถจะเรืองแสงได้ โดยกลไกปกป้องตนเองของพวกมันจะดูดซับและแปลงรังสียูวีที่เป็นอันตรายให้มีความยาวคลื่นลดลง จนมาอยู่ในช่วงคลื่นที่สายตามนุษย์สามารถมองเห็นเป็นแสงสีต่าง ๆ ได้
"หากมีสิ่งมีชีวิตที่มีกลไกคล้ายกันบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงใดดวงหนึ่ง เราก็จะทราบได้ทันที เมื่อใช้กล้องโทรทรรศน์ประสิทธิภาพสูงส่องเห็นการเรืองแสงในลักษณะนี้" ดร. โอมัลลีย์-เจมส์ กล่าวทีมผู้วิจัยได้ใช้การเรืองแสงของปะการังน้ำลึกเป็นต้นแบบ เพื่อคำนวณหาความเข้มและสีสันของการเรืองแสงชีวภาพที่สิ่งมีชีวิตต่างดาวอาจเปล่งออกมาเป็นครั้งคราว รวมทั้งคำนวณโอกาสความเป็นไปได้ในการตรวจพบเอเลียนเรืองแสงด้วยกล้องโทรทรรศน์รุ่นใหม่ ซึ่งอาจติดตั้งใช้งานบนพื้นโลกหรือในอวกาศ
รศ.ดร. ลิซา คาลเทเนกเกอร์ ผู้อำนวยการสถาบันคาร์ลซาแกนของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์บอกว่า "การเรืองแสงชีวภาพของสิ่งมีชีวิตต่างดาวอาจเห็นได้ชัดเจน เมื่อเกิดการปะทุรังสียูวีระดับรุนแรงจากดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้เคียง จนถึงขั้นทำให้แสงสีของดาวที่เอเลียนอาศัยอยู่เปลี่ยนแปลงไปและสังเกตเห็นได้"
"ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการค้นหาด้วยเทคนิคนี้ ได้แก่ดาวที่คล้ายคลึงกับโลกและโคจรรอบดาวฤกษ์ชนิด M สีส้มแดงที่มีอุณหภูมิผิวค่อนข้างต่ำ อย่างเช่นดาวพร็อกซิมาบีที่ค้นพบเมื่อปี 2016 ซึ่งอยู่ใกล้โลกและน่าจะเป็นเป้าหมายสำคัญของการสำรวจอวกาศในอนาคต"ปะการังอ่านเพิ่มเติม

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562

นักวิทยาศาสตร์จีนเผย ค้นพบวัสดุล่องหนชนิดใหม่

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันนาโนเทคโนโลยีและนาโนไบโอนิคซูโจว (SINANO) ได้รายงานการค้นพบวัสดุที่สามารถซ่อนวัตถุที่ต้องการ จากกล้องตรวจจับความร้อนได้ ซึ่งอาจมีประโยชน์สำหรับการใช้งานทางทหารและเทคโนโลยี รวมถึงการวิจัย
ทีมวิจัยนำโดยจาง เสว๋ทง จากสถาบันนาโนเทคโนโลยีและนาโนไบโอนิคซูโจว ร่วมกับสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน ได้รายงานลักษณะของวัสดุดังกล่าวว่า เป็นฟิล์มที่มีความยืดหยุ่น พับเก็บได้ และสามารถรอดพ้นการตรวจจับความร้อนของรังสีอินฟราเรดได้
ทั้งนี้ ฟิล์มดังกล่าวเกิดจากการที่บรรดานักวิจัยได้นำแผ่นฟิล์มแอโรเจล (aerogel) ที่มีคุณลักษณะเป็นฉนวนความร้อนที่ดี มาเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการเคลือบชั้นกันน้ำและเส้นใยโพลิเอทิลีนไกลคอล (PEG) ที่มีคุณสมบัติคือเก็บความร้อนไว้เมื่อมันละลาย และจะปล่อยความร้อนออกไปเมื่อแข็งตัว
จากนั้นบรรดานักวิจัยได้ดำเนินการทดสอบ โดยนำแผ่นฟิล์มที่ผ่านการดัดแปลงแล้วมาหุ้มวัตถุที่มีความร้อน แล้วค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิขึ้นอย่างช้าๆ ซึ่งผลปรากฏว่ากล้องตรวจจับความร้อนก็ยังคงไม่สามารถตรวจจับวัตถุดังกล่าวได้
“วัสดุชนิดใหม่นี้สามารถใช้งานได้หลากหลาย ไม่ใช่แค่สำหรับปกปิดวัตถุใดๆ จากอินฟราเรดเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เป็นฉนวนความร้อนสำหรับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และแผ่นกั้นในแบตเตอรี่ได้อีกด้วย” นายจางกล่าวอ่านเพิ่มเติม

นักวิทยาศาสตร์จีนเผย ค้นพบวัสดุล่องหนชนิดใหม่

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2562

การค้นพบคลื่นความโน้มถ่วง



ข่าววิทยาศาสตร์ใหญ่ที่สุดแห่งปี พ.ศ.2559 หรือ ค.ศ.2016 คือ การประกาศเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ โดยคณะนักวิทยาศาสตร์แห่ง หอดูดาวไลโก (LIGO) ในสหรัฐอเมริกา ว่า ไลโก ได้ตรวจพบ คลื่นความโน้มถ่วง (gravitational wave) จากการชนกันของ สองหลุมดำยักษ์ อยู่ห่างไกลจากโลกออกไป 1,300 ล้านปีแสง เป็นการค้นพบสำคัญตอบโจทย์ใหญ่ของ ไอน์สไตน์ ที่รอคอยกันมาหนึ่งร้อยปี


ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพภาคทั่วไปของไอน์สไตน์ อวกาศ-กาล (space-time) รอบวัตถุขนาดใหญ่ระดับดวงดาวจะโค้ง และไอน์สไตน์พยากรณ์ (ตั้งแต่ปี ค.ศ.1916) ว่า วัตถุมวลขนาดใหญ่ ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว หรือ มีความเร่งสูง จะทำให้เกิดคลื่นความโน้มถ่วงแผ่ออกมาโดยรอบวัตถุ แต่จะตรวจจับได้ยากมาก เพราะคลื่นความโน้มถ่วงจะอ่อนมาก แม้แต่จากวัตถุมีมวลมาก

หอดูดาวไลโก ใช้หลักการแทรกสอดของแสงเลเซอร์ เพื่อตรวจจับการเปลี่ยนแปลงที่เล็กน้อยมากของอวกาศ–กาล ที่ตำแหน่งไลโก โดยหวังว่าจะตรวจจับการเปลี่ยนแปลงที่ตำแหน่งไลโก ซึ่งเกิดจากคลื่นความโน้มถ่วงที่มาจากแหล่งกำเนิดอยู่ไกลจากโลกมากได้
ในการประกาศของไลโก เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ (พร้อมกับการตีพิมพ์รายงานของไลโก นี้ ในวารสาร Physical Review Letters) หอดูดาวไลโก รายงานการตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงที่เกิดจากการชนกันของสองหลุมดำยักษ์ มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเรา 29 เท่า และ 36 เท่า หลังการชนกัน เกิดเป็นหลุมดำดวงเดียว มีมวล 62 เท่าของดวงอาทิตย์ แสดงว่ามีมวลหายไป 3 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ และมวลที่หายไปนี้เอง ที่เปลี่ยนไปเป็นคลื่นความโน้มถ่วง แผ่ หรือเดินทางมาเป็นเวลา 1,300 ล้านปี จนกระทั่งถูกตรวจจับได้โดยไลโก
จริงๆ แล้ว ไลโก ตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงได้ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน ค.ศ.2015 แต่ต้องรอการตรวจสอบให้มั่นใจ จึงได้ประกาศการค้นพบนี้ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2016
หลังการประกาศเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ นั้น ไลโก ก็ได้ประกาศการตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงโดยตรงครั้งที่สอง ลงตีพิมพ์ในวารสาร Physical Review Letters ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ.2016 จากการตรวจพบจริงเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ.2015 เป็นการยืนยันความน่าเชื่อถือของการค้นพบก่อนการตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงโดยตรงของไลโก มีความพยายาม และมีรายงานการตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงมาก่อน แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ และที่ยืนยันได้ก็มิใช่เป็นการตรวจพบโดยตรง
การค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงโดยตรงได้เป็นครั้งแรกนี้ เป็นก้าวกระโดดใหญ่ของวงการดาราศาสตร์โลก ที่เริ่มต้นขึ้นแล้ว คือ การเกิดของสาขาดาราศาสตร์ใหม่ Gravitational Wave Astronomy หรือ ดาราศาสตร์คลื่นความโน้มถ่วง
หอดูดาวไลโก ประกอบด้วยสองหอดูดาวคล้ายกันสองแห่ง อยู่ที่ ลิฟวิงสตัน รัฐลุยเซียนา และที่ แฮนฟอร์ด รัฐวอชิงตัน แต่ละแห่งประกอบด้วยเครื่องมือหลัก คือ ท่อสุญญากาศยาว 4 กิโลเมตร 2 ท่อ ประกอบกันเป็นรูปตัว L ตั้งฉากกัน ทำหน้าที่เป็นเครื่องอินเตอร์เฟอโรมิเตอร์ หรือ เครื่องการแทรกสอด ของสองลำแสง (เลเซอร์)
อันดับ 3 สมองสั่งแขนหุ่นยนต์
กลางเดือนธันวาคม คณะนักวิทยาศาสตร์ ในสหรัฐอเมริกา รายงานความสำเร็จของการพัฒนาระบบทำงานร่วมกันระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ ทำให้มนุษย์สามารถใช้ความคิดสั่งการให้แขนหุ่นยนต์ทำงานตามคำสั่ง โดยไม่ต้องใช้วิธีการฝังชิป หรืออุปกรณ์ใดๆ ในสมอง
คณะนักวิทยาศาสตร์ นำโดย บิน เฮ (Bin He) แห่ง University Of Minnesota College Of Science And Engineering ได้รายงาน (ตีพิมพ์ออนไลน์) ใน Science Reports วันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ.2016 ความสำเร็จเป็นครั้งแรกในการพัฒนาระบบทำงานร่วมกันระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ โดยใช้ หมวก อีอีจี (EEG Cap) ประกอบด้วย อิเล็กโตรด 64 ชิ้น ทำงานกับคอมพิวเตอร์แบบ Brain–Computer Interface โดยไม่ต้องมีการฝังชิป หรืออุปกรณ์ใดๆ ในสมอง หรือส่วนใดของร่างกาย ดังเช่น ระบบการทำงานเชื่อมต่อระหว่างสมองกับแขนหุ่นยนต์ ที่มีการพัฒนากันมาก่อนอ่านเพิ่มเติม